เป็นที่งุนงงไปตามๆ กันเมื่อคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) เห็นชอบอนุมัติบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ (ศ.) โดยมีชื่อ ธีรยุทธ บุญมี เป็นศาสตราจารย์โดยวิธีพิเศษ สาขาวิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
บังเอิ๊ญ คำว่าวิธีพิเศษ นักการเมืองเอามาใช้ในการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง เลยเป็นคำไม่สวย แต่อันที่จริง ในทางวิชาการคำนี้ไม่แปลกหรอกครับ
ผมไปสืบค้นระเบียบคณะกรรมการการอุดมศึกษามาแล้ว พบว่าการขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์นั้น โดย “วิธีปกติ” เขามีขั้นตอนดังนี้คือ
การขอเป็น ผศ.ถ้าจบปริญญาตรีต้องเป็นอาจารย์มา 9 ปี จบโท 5 ปี จบเอก 2 ปี โดยถ้าสอนที่อื่นมาก่อนก็ให้นับรวมเวลาได้ การขอเป็น รศ.ต้องเป็น ผศ.มาไม่น้อยกว่า 3 ปี การขอเป็น ศ.ต้องเป็น รศ.มาไม่น้อยกว่า 2 ปี
ใครได้ตำแหน่งทางวิชาการนี้แล้วก็จะมีเงินเพิ่ม สรุปคร่าวๆ ว่าศาสตราจารย์ จะได้ 13,000 บาท ศาสตราจารย์ระดับ 11 ได้ 15,600 บาท รองศาสตราจารย์ 9,900 บาท ผู้ช่วยศาสตราจารย์ 5,600 บาท (สำหรับมหาลัยของรัฐ แต่ถ้าเป็นเอกชน ควักกระเป๋าเอง)
การขอตำแหน่งจะต้องเสนอผลงาน คือ ผศ. รศ. ต้องเสนองานวิจัยซึ่งมีคุณภาพดี งานแต่งตำราหรือหนังสือซึ่งมีคุณภาพดี ศ.ต้องเสนองานวิจัยซึ่งมีคุณภาพดีมาก งานแต่งตำราหรือหนังสือซึ่งมีคุณภาพดีมาก หรือแบบที่ 2 ต้องเสนองานวิจัยหรืองานแต่งตำราซึ่งมีคุณภาพดีเด่น นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดเรื่องจริยธรรมและจรรยาบรรณทางวิชาการ เช่นต้องไม่ลอกเลียนของคนอื่น ต้องอ้างแหล่งที่มาของข้อมูล ต้องไม่มีอคติ ไม่จงใจเบี่ยงเบน ใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบธรรม ฯลฯ เป็นต้น
ถามว่าใครล่ะ เป็นคนประเมิน ตามระเบียบบอกว่า ในกรณีของ ผศ. รศ. ให้คณะวิชาเป็นผู้เสนอชื่อ ต่อคณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการประจำสถาบัน ซึ่งจะประเมินผลการสอนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็ตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อประเมินผลงานทางวิชาการและจริยธรรมและจรรยาบรรณ ซึ่งประกอบด้วย
1.ประธานกรรมการแต่งตั้งจากกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการประจำสถาบัน
2.กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนสามถึงห้าคน โดยคัดสรรจากบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ ของคณะกรรมการการอุดมศึกษา ซึ่งต้องเป็นบุคคลภายนอกสถาบันที่ผู้ขอสังกัด และมีตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่าตำแหน่งที่เสนอ
ผลการตัดสินให้ใช้เสียงข้างมาก โดยการดำเนินการอยู่ในชั้นความลับทุกขั้นตอน เมื่อได้ความเห็นชอบแล้วให้นำเสนอสภามหาวิทยาลัย และให้อธิการบดีออกคำสั่งแต่งตั้ง แล้วแจ้งให้คณะกรรมการการอุดมศึกษาทราบ
ในกรณีที่ขอเป็น ศ.ก็คล้ายกันเพียงแต่ ศ.ขอได้ 2 แบบ ถ้าเป็นแบบที่ 2 ต้องใช้ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน หลังจากสภามหาวิทยาลัยอนุมัติ ให้เสนอ ก.พ.อ.ให้ความเห็น เพื่อเสนอ รมว.ศธ.เพื่อเสนอนายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ (ถ้าเป็นมหาลัยเอกชน สภามหาลัยอนุมัติ ศ.เองไม่ได้ ต้องให้ ก.พ.อ.อนุมัติ โดยอาจตั้งผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นตรวจผลงานอีกชั้นหนึ่ง)
“การดำเนินการอยู่ในชั้นความลับทุกขั้นตอน” แปลว่าผู้ได้รับแต่งตั้งเป็น ผศ.รศ.ไม่มีโอกาสทราบว่าใครคือผู้ประเมิน ต่อให้ “สอบตก” ก็ไม่รู้ว่าใครวะให้กรูสอบตก
แต่อย่างว่า ความลับไม่มีในโลก แวดวงวิชาการก็มีกันแค่เนียะ บางครั้งจึงพอรู้ระแคะระคาย
ที่ว่ามาคือวิธีปกติ แต่ก็มี “วิธีพิเศษ” ซึ่งขอก๊อประเบียบมาให้ดูดังนี้
“กรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นอย่างยิ่ง สถาบันอาจเสนอแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือรองศาสตราจารย์ ซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งที่ต่างไปจากที่กำหนดไว้ในมาตรฐานกำหนด ตำแหน่งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นก็ได้ (เช่น การเสนอแต่งตั้งอาจารย์ประจำ ให้ดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ โดยที่ผู้นั้นมิได้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์มาก่อน หรือเสนอขอแต่งตั้งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งยังไม่ครบระยะเวลาที่กำหนดให้ดำรงตำแหน่ง รองศาสตราจารย์ หรือการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้นโดยเปลี่ยนแปลงสาขาวิชา เชี่ยวชาญ หรือแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการในสาขาวิชาเชี่ยวชาญที่แตกต่างไปจาก สาขาวิชาเชี่ยวชาญเดิม) โดยให้ดำเนินการเป็นวิธีพิเศษ
การแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการโดยวิธีพิเศษ ให้ดำเนินการดังนี้
7.1 การแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ และรองศาสตราจารย์ โดยวิธีพิเศษ
ให้เสนอผลงานทางวิชาการและให้ดำเนินการตามวิธีการเช่นเดียวกับการแต่ง ตั้ง ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ และรองศาสตราจารย์โดยวิธีปกติโดยอนุโลม โดยให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนห้าคน พิจารณาผลงานทางวิชาการและจริยธรรมและจรรยาบรรณทางวิชาการ โดยการตัดสินของที่ประชุมต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสี่ในห้า เสียง
ทั้งนี้ผลงานทางวิชาการต้องมีปริมาณและคุณภาพของผลงานทางวิชาการที่ แสดงความเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้น และผลงานทางวิชาการต้องมีคุณภาพในระดับดีมาก
7.2 การแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์โดยวิธีพิเศษ
ให้เสนอผลงานทางวิชาการได้เฉพาะแบบที่ 1 เท่านั้น และให้ดำเนินการตามวิธีการเช่นเดียวกับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์โดยวิธีปกติโดยอนุโลม โดยให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนห้าคน พิจารณาผลงานทางวิชาการและจริยธรรมและจรรยาบรรณทางวิชาการ โดยการตัดสินของที่ประชุมต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสี่ในห้าเสียง
ทั้งนี้ผลงานทางวิชาการต้องมีปริมาณและคุณภาพของผลงานทางวิชาการที่ แสดงความเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้น และผลงานทางวิชาการต้องมีคุณภาพในระดับดีเด่น”
ถึงบางอ้อหรือยังครับ ทบทวนความจำกันหน่อยไหม ว่าพี่ธีรยุทธของผมเนี่ย แกไม่เคยเป็น ผศ. ไม่เคยเป็น รศ.มาก่อนเลย ในคำสั่งก็บอกว่า ให้แต่งตั้ง“นาย” ธีรยุทธ บุญมี เป็น ศ.ต่างจากคนอื่นๆ ที่คำสั่งใช้คำว่า “รศ.” (14 ใน 15 คนเป็น รศ.หมด)
พี่ธีรยุทธแกบุญเยอะ ไต่บันได 3 ขั้นรวดเดียว ยิ่งกว่านักมวยของเทียมบุญ อินทรบุตร โปรโมเตอร์ “หัวแตงโม” (แต่แกไม่ได้เป็นแตงโม แกเป็นแตงเหลือง ฮา)
กระนั้นถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมา อดีตเลขาศูนย์นิสิตฯ ผู้นำการเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อ 14 ตุลา นักวิเคราะห์การเมืองระดับชาติ ใส่เสื้อกั๊กออกมาพูดทีไรเป็นข่าวดังไปทั่วโลก (เพียงแต่ 2-3 ปีที่ผ่านมาหายใจขัด ฮิฮิ) ก็สมควรแล้วนะครับที่จะได้เป็นศาสตราจารย์ ไม่ว่าคุณจะเลือกข้างอยู่สีไหนก็ตาม ก็ควรยอมรับว่า ธีรยุทธมีผลงานและสร้างผลสะเทือนต่อสังคมได้ไม่น้อยหน้าศาสตราจารย์หลายๆ คน เช่น ศ.อมร ศ.สุรพล ศ.สมคิด ศ.สมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ ฯลฯ
ฉะนั้นถ้าใครบอกว่าธีรยุทธไม่สมควรเป็น ศ. ผมก็ขอเถียงแทนคอเป็นเอ็น
เพียงแต่ในเมื่อ ศ.ธีรยุทธท่านเสนอผลงานทางวิชาการมีคุณภาพระดับ “ดีเด่น” ถึงขั้นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิลงมติ 4 ใน 5 (เผลอๆ จะเป็นเอกฉันท์) สาธารณชนก็ย่อมอยากอ่าน อยากรู้ อยากเห็น ว่าหูย นี่มันต้องเป็นผลงานระดับซูเปอร์มาสเตอร์พีซ เอามาโชว์กันหน่อยเป็นไร ผู้รู้น้อยอย่างเราๆ จะได้ประดับสติปัญญา
คือการพิจารณาที่เป็น “ความลับทุกขั้นตอน” เนี่ยเรายอมรับได้นะครับว่า ไม่ควรเปิดเผยตัวกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ในเรื่องของผลงานที่ส่งไป คนได้เป็น ศ.รศ.ผศ. ควรนำออกมาเผยแพร่ เพื่อเป็นทานทางปัญญาแก่สังคม ยิ่งคนที่ได้เป็น ศ.หรือ รศ.ด้วยวิธีพิเศษ ยิ่งต้องมีผลงานน่าชื่นชมเป็นพิเศษ
นที่จริงก่อนหน้าธีรยุทธ ก็มีนักวิชาการหลายรายที่ได้รับการประมูล เอ๊ย แต่งตั้งด้วยวิธีพิเศษ รายหนึ่งที่สังคมรู้จักกันดีคือ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสยาม นักกฎหมายหนุ่มหล่อขวัญใจสื่อมวลชน ผู้พร้อมจะให้คอมเมนท์หรือรับเชิญไปออกรายการทีวี วิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ท่านจบ ดร.มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดมา ในสาขาทรัพย์สินทางปัญญา เชี่ยวชาญเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ แต่อย่างว่า กฎหมายมันถึงกันหมด อย่างน้อยก็เรียนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญมาตอนปริญญาตรี ฮิฮิ
รศ.เจษฎ์ท่านก็ไม่เคยเป็น ผศ.มาก่อนนะครับ ลองกลับไปทบทวนดูดิ แต่โอเคนะ ท่านมีผลงานทางสังคม เป็นที่รู้จักโดยแพร่หลาย แม้นักศึกษาสาวๆ มหาวิทยาลัยสยามจะไม่ค่อยเจอหน้าหล่อๆ แต่ก็เห็นท่านบ่อยๆ ทางจอทีวี ฮิฮิ
ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อ่านผลงาน ดร.เจษฎ์ เพราะเป็นความลับ แต่มีลือว่าหนึ่งในนั้นเป็น ศ.นิติ มธ. ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายแพ่ง ฉะนั้นก็น่าจะเชื่อถือได้ เพียงแต่เมื่อมีผลงานระดับ “ดีมาก” ก็น่าจะส่งไปลงไทยโพสต์ ให้ชาวบ้านชื่นชมโดยทั่วกัน
ผมเพียงแต่กังขาบางกรณีเท่านั้นละครับ คือนักวิชาการที่สังคมเห็นว่าควรได้กลับไม่ได้ เช่น รศ.สุรชาติ บำรุงสุข นี่เป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์กันให้แซ่ดในรั้วมหาลัย เพราะ รศ.สุรชาติ แต่งตำราและมีผลงานวิเคราะห์วิจารณ์มาเป็นร้อยเล่ม ได้ชื่อว่าเป็นนักวิชาการด้านความมั่นคงอันดับต้นๆของเมืองไทย
เชื่อหรือไม่ สุรชาติ “สอบตก” ไม่ได้เป็นศาสตราจารย์
สุรชาติยื่นขอ ศ.ด้วยวิธีปกติ ตั้งแต่ต้นปี 2552 หายเงียบไปปีหนึ่ง ปรากฏว่ายังไม่ตั้งผู้ทรงคุณวุฒิมาอ่าน จนต้นปี 53 ค่อยตั้ง 3 ท่าน แต่ไม่ทันไรก็แทงบัญชี “ผลงานไม่ได้เกณฑ์มาตรฐาน” ในช่วงที่เสื้อแดงเผาเมืองพอดี อุทธรณ์ไปอีกที ก็ให้ผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิมอ่าน แล้วก็ไม่ผ่านอีกกระทอก
ความลับไม่มีในโลกครับ รู้กันให้แซ่ด ศาสตราจารย์ 3 คน คนแรก ศ.ลิขิต ธีรเวคิน ท่านให้ดีมาก ท่านที่สอง ศ.จากนิด้า ให้แค่ผ่าน (ซึ่งแปลว่าไม่ได้เป็น ศ.) ท่านที่สาม ศ.จากรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ แทงบัญชี “ผลงานไม่ได้เกณฑ์มาตรฐาน”
ผมก็ยังพยายามมองโลกในแง่ดี ว่า อ.สุรชาติท่านดันไปหยิบผลงานห่วยๆ ของตัวเองไปเสนอหรือเปล่า เปลี่ยนผลงานใหม่ได้ไหม เผื่อจะถูกใจกรรมการขึ้นบ้าง อาทิเช่น ลองเขียนวิเคราะห์ความจำเป็นของรัฐบาลและกองทัพในการสลายม็อบ เพราะศาสตราจารย์ท่านนี้เคยออกรายการทีวี ย้อนถามนักข่าวว่า
“หากมีกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่ง มายึดพื้นที่บริเวณไทม์สแควร์ของกรุงนิวยอร์ค เป็นพื้นที่ในการชุมนุม คุณคิดว่ารัฐบาลสหรัฐจะทำอย่างไร”
ไม่เอาน่า อย่าคิดมาก นักวิชาการต้องมีจริยธรรมและจรรยาบรรณ คนที่ได้ก็สมควรได้ แม้บางรายจะมีโชคมีดวงเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างเช่น เกษียร เตชะพีระ น่าจะมีดวงช่วย ฟลุคสุดๆ ได้กรรมการตาบอดสี ฮิฮิ
เอาไว้ผมจะยุ รศ.วรเจตน์ให้เอาผลงาน “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร” ซึ่งไม่เคยมีใครเสนอมาก่อนในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย ไปเสนอขอตำแหน่งศาสตราจารย์ดูซิ ผลจะเป็นไง
- ศาสตราจารย์วิธีพิเศษ
- เราจะสร้างความรับผิดชอบทางศึกษาได้อย่างไร : แนวคิดและประสบการณ์ในต่างประเทศ
- แก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาไทย เราจะเริ่มที่ไหนดี
- นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ
- เด็กเรียนดีและฉลาดยิ่งเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย
- 10 ธ.ค. วันรัฐธรรมนูญ
- A Story of a Little Frog (นิทานชีวิตจากกบตัวน้อย)
- มาตั้งกฎสามข้อให้ตัวเองกันดีกว่า
- ความรู้ที่ท่านอาจยังไม่รู้
- ทำไมชาวเอเชียจึงมีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่าชาวตะวันตก?
- สช.พร้อมเปิด-ปิดเรียนตามอาเซียน
- คุมเข้มสอบบรรจุผอ.-รองวิทยาลัยอาชีวะ
- ไฟเขียว ปรับเงินเดือนครูเอกชน
- สิ้น “ครูจันทร์สม” ศิลปินแห่งชาติ
- สพฐ.MOUกรมส่งเสริมสหกรณ์พัฒนาการสหกรณ์ในโรงเรียน
- อำนาจ สุนทรธรรม รับตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภาคนใหม่
- กยศ. จัดอบรมผู้กู้ยืมเป็นเถ้าแก่น้อยด้วยงานวิจัยวิทยาศาสตร์ ฟรี
- เผยผลเปิดซองจัดซื้อแท็บเล็ต
- จุฬาฯ วอนทุกฝ่ายปฏิบัติตามคำวินิจฉัย ให้อุเทนส่งพื้นที่คืนจุฬาฯ
- บอร์ด กก.เครือข่ายฯ ชะลอ ยุบ รร.ขนาดเล็กกว่า 5000
